Lost in Japan #WYdip

Title : Lost in Japan

Project : Dip in Red

Red Item : Torii gate

Pairing : Li Bowen x Song Jiyang





ประเทศญี่ปุ่นอาจจะเป็นประเทศในฝันที่ใครหลายคนอยากมาสักครั้งในชีวิต ซึ่งสิ่งที่โดดเด่นในประเทศญี่ปุ่นที่ทำให้คนส่วนมากต่างลิสต์ให้ประเทศนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่จะมาท่องเที่ยวพักผ่อน ก็คงไม่พ้นการมีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีมากมายแทบทุกจังหวัดของที่นี่

 

แล้วยังมีสิ่งที่ถูกใจขาช้อปจากต่างแดน อาทิเช่น เครื่องสำอางที่มีคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาสุขภาพที่มีให้เลือกมากมาย  และสินค้าเฉพาะกลุ่มอย่างสินค้าของวงการไอดอล วงการเกมและการ์ตูนที่มีวางจำหน่ายทั่วไปให้แฟนคลับในวงการนั้น ๆ สามารถเลือกซื้อได้อย่างสะดวก

 

นอกเหนือจากทั้งหมดข้างต้น ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาอย่างวัดหรือศาลเจ้าที่มักจะมีการขายของที่ระลึกเพื่อให้คนได้เก็บไว้ อาจเป็นเครื่องรางหรือเครื่องประดับที่สามารถใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจรวมถึงเพื่ออธิษฐานขอให้สมหวังในสิ่งที่ต้องการได้

 

สิ่งที่ทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาทั้งสองที่นี้ยังคงเป็นที่นิยมไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ปัจจัยหลักคือการที่คนในพื้นที่ยังคงแวะเวียนเข้ามากันอย่างไม่ขาดสายเพราะเกิดความรู้สึกศรัทธา และรวมถึงการที่นักท่องเที่ยวเองก็เจาะจงที่จะเข้ามาเยี่ยมชมเหมือนอย่างวันนี้

 

ป๋อเหวินมาถ่ายรูปให้แม่หน่อย

 

ครับเด็กชายตอบรับแม่ที่กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมโพสท่ารอลูกชายไปถ่ายรูปให้

 

ครอบครัวของเขาเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นได้ 3 วันแล้ว และในวันนี้ก็เป็นทริปที่ศาลเจ้าคิริชิมะที่ตั้งอยู่ในอำเภอคิริชิมะจังหวัดคาโกชิมะ อันที่จริงแล้วทริปนี้ค่อนข้างเป็นทริปกระทันหันเนื่องจากครอบครัวของน้าสาวที่มาลงหลักปักฐานอยู่ที่ญี่ปุ่นคลอดลูกไปเมื่อหลายอาทิตย์ก่อน ทำให้พ่อแม่ของเขาที่เห่อหลานมาก จัดการจองตั๋วเครื่องบินเพื่อบินมาดูเจ้าตัวเล็กที่อายุเพียงไม่กี่สัปดาห์พร้อมให้ของรับขวัญแก่แม่และเด็กไปตั้งแต่วันแรกที่มาถึงที่นี่

 

ส่วนวันที่เหลือคือการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นแบบด้นสดล้วน ๆ

 

เดี๋ยวผมมานะ ขอไปถ่ายรูปเล่นก่อน

 

แถวนี้มีป่าเยอะอย่าเดินไปไหนไกลแล้วกัน

 

ผม 16 แล้วนะ ทำไมชอบทำเหมือนว่าผมเป็นเด็กอยู่เรื่อย

 

จ้า ไม่เด็กก็ไม่เด็ก รีบไปรีบมาล่ะเดี๋ยวแม่จะนั่งรอกับพ่อตรงนั้นนะ

 

เด็กชายตัวสูงพยักหน้าให้แม่ของตัวเองก่อนจะเดินแยกออกไปอีกทาง อันที่จริงแล้วตัวเขาก็แค่จะเดินถ่ายรูปเล่นรอบ ๆ ศาลเจ้าเท่านั้น เพราะเห็นว่าบรรยากาศและสภาพแวดล้อมดูกว้างขวางและสงบร่มรื่นมาก ถึงตัวเขาจะไม่ใช่คนที่คลั่งไคล้ธรรมชาติหรืออินกับศาสนาขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงทางด้านสถาปัตยกรรมก็ต้องยอมรับว่าป๋อเหวินเป็นพวกที่ชอบศึกษาสถาปัตยกรรมของชาติตะวันออกมาก ทำให้เขาไม่รู้สึกว่าการที่ครอบครัวพามาที่วัดหรือศาลเจ้าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสักเท่าไหร่

 

ที่ตรงนี้มันเรียกว่าอะไรนะป๋อเหวินพึมพำขึ้นมา

 

คางุระเด็ง

 

เฮ้ย!ป๋อเหวินร้องอุทานขึ้นมาอย่างตกใจเมื่อหันไปเจอคนตัวเล็ก ผิวขาวใบหน้าจิ้มลิ้ม ยืนตาแป๋วอยู่ข้าง ๆ อาจจะเพราะว่าเขาคิดอะไรเพลินเลยไม่ได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายโผล่มาตอนไหนล่ะมั้ง ป๋อเหวินคิดในใจ

 

“…”

 

ตกใจหมดเลย

 

“…” แต่สิ่งที่ได้รับจากคนข้าง ๆ คือความเงียบ นั่นยิ่งทำให้ป๋อเหวินรู้สึกสับสนว่าเขาใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารกับคนที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของภาษาผิดพลาดหรือเปล่า

 

พอดีผมเป็นคนต่างชาติ อาจจะใช้คำพูดแปลก ๆ ไปบ้างต้องขอโทษด้วยนะครับ

 

ป๋อเหวินในวัย 16 ปีที่พอจะเรียนรู้มารยาทเบื้องต้นของคนญี่ปุ่นมาบ้าง ได้โค้งให้คนที่อยู่ตรงหน้าแทบจะ 90 องศา

 

แต่คนตรงเขากลับหันซ้ายหันขวาก่อนจะเมินการกระทำของเขาด้วยการพูดขึ้นมาว่า

 

นายพูดกับเราเหรอ?”

 

เอ่อ...ครับ ก็เมื่อกี้เธอพูดกับผมไม่ใช่เหรอ?” ป๋อเหวินใช้การพยักหน้าเป็นการยืนยันสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ

 

มันก็ใช่อยู่หรอก…

 

แล้ว...เมื่อกี้นี้ถ้าได้ยินไม่ผิด ผมได้ยินเธอพูดว่าคางุระเด็ง คางุระเด็งนี่มันคืออะไรเหรอครับ

 

อ๋อ! คางุระเด็งเป็นสถานที่ที่เอาไว้ให้มิโกะร่ายรำเพื่อถวายเทพเจ้าน่ะ ว่าแต่นายเข้าใจที่เราอธิบายหรือเปล่า?”

 

พอจะเข้าใจอยู่นะครับป๋อเหวินยิ้มให้กับอีกฝ่าย

 

ถ้าอยากเห็นต้องมาดูช่วงที่มีงานฉลองศาลเจ้าล่ะ

 

ถ้าผมยังไม่กลับจีนจะแวะมานะ

 

“...มาจากจีนนี่เอง

 

พูดว่าอะไรนะครับ

 

แค่สงสัยว่ามาจากประเทศอะไรเฉย ๆคนตัวเล็กเสหน้าทำเป็นมองไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาที่จ้องมา

 

ผมเป็นคนจีนครับ ที่มาญี่ปุ่นนี่ก็เพราะบินมาหาญาติ แล้วก็คงอยู่ต่ออีกสักพักเพราะตอนนี้ที่จีนยังปิดเทอมอยู่

 

นายเป็นนักเรียนเหรออีกฝ่ายทำตาโตใส่เขาจนทำเอาตัวเขาเองหลุดขำออกมาเล็กน้อย ถ้าให้เดาความคิดของอีกฝ่ายก็คงไม่พ้นว่าหน้าแก่เกินวัยเดียวกัน...ใช่ว่าป๋อเหวินจะไม่รู้ตัวสักหน่อยว่าตัวเองหน้าไม่เหมือนเด็กวัยมัธยมปลายทั่วไป

 

ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นก็มัธยมปลายปี 2 ครับ

 

ยังเด็กอยู่เลย 

 

คุณไม่ใช่นักเรียนเหรอครับ

 

ไม่ใช่หรอกอีกฝ่ายกล่าวพร้อมโบกมือไปมาเพื่อเป็นการปฏิเสธ

 

แต่หน้าเด็กกว่าผมอีกนะครับ

 

หน้าตาไม่ใช่สิ่งที่บอกอายุได้เสมอไปนะ นายอย่าเอาสิ่งที่คนอื่นพูดไปคิดอะไรไม่ดีสิ!

 

ป๋อเหวินหัวเราะให้กับความซื่อบื้อของตัวเอง

 

นั่นสิ เขาคิดอะไรแย่ ๆ กับตัวเองแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ...

 

ก็จริงอย่างที่เธอว่า ขอบคุณสำหรับคำพูดดี ๆ ด้วยนะครับ จะว่าอะไรไหมถ้าผมอยากทำความรู้จักกับเธอ?”

 

“…”

 

แต่ถ้าเธอไม่สะดวกใจก็ไม่เป็นไรครับป๋อเหวินยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร แต่แววตาที่แสดงออกมากลับซ่อนความรู้สึกน้อยใจเอาไว้ไม่อยู่ จนทำให้คนที่อยู่ตรงหน้ารับรู้ถึงความผิดปกตินี้

 

ให้เวลาเราคิดหน่อยสิ รีบจังเลยนะนายน่ะคนตัวเล็กทำหน้ายู้ใส่คนตัวสูงที่เด็กกว่า

 

เราชื่อจิน

 

แค่เพียงประโยคสั้น ๆ ที่เข้าใจง่ายแค่นั้น กลับทำให้ป๋อเหวินที่เหมือนจะฝืนยิ้มในตอนแรกสามารถยิ้มออกมาได้จากใจจริง

 

ผมชื่อหลี่ป๋อเหวิน เรียกว่าป๋อเหวินก็ได้ครับ

 

นี่ ไม่ต้องพูดสุภาพกับเราขนาดนั้นหรอก

 

ฮ่า ๆ โอเค งั้นก็...ยินดีที่ได้รู้จักนะจิน

 

อือ ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกันป๋อเหวิน

 

 

明日、今日よりも好きになれる

วันพรุ่งนี้ ผมจะรักเธอให้มากกว่าวันนี้เสียอีก

溢れる想いが止まらない

ผมไม่สามารถหยุดความรู้สึกที่มากล้นนี้ได้เลย

今もこんなに好きでいるのに  言葉に出来ない

แม้แต่ตอนนี้ก็ยังรักเธอ จนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลย

 

 

บรรยากาศของศาลเจ้าคิริชิมะในยามบ่ายที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน นั้นเหมาะแก่การนั่งพักผ่อนรับลมเย็น ๆ ที่พัดมาอยู่ตลอดทั้งวัน หรือจะเป็นการเดินชมธรรมชาติที่อยู่บริเวณโดยรอบศาลเจ้า พร้อมกับการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคงในยามที่ได้แวะเวียนกันมาที่ศาลเจ้าแห่งนี้

 

และก็เป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วที่ป๋อเหวินมักหาเรื่องออกจากบ้านญาติในช่วงตอนกลางวันหลังทานข้าว เพื่อมาเยี่ยมเยียนคนตัวเล็กที่เพิ่งเจอกันได้ 1 สัปดาห์ ถึงแม้จะเป็นแค่เพียง 1 สัปดาห์ แต่ป๋อเหวินกลับคิดว่าเรื่องระยะเวลาที่สั้นนี้ไม่ได้ทำให้ตัวเขาตั้งแง่อะไรกับจิน เพราะเท่าที่ได้คุยกันมาตลอดก็ทำให้รู้ว่าอันที่จริงจินก็เหมือนกับเขามาก ตรงที่เป็นคนขี้เหงา พูดเก่งแต่กลับไม่ค่อยมีเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งเขาก็คิดว่าคงเป็นเพราะจินต้องอยู่ดูแลศาลเจ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยทำให้ไม่มีโอกาสไปเที่ยวไหนกับเพื่อนวัยเดียวกัน

 

เพราะเหตุนี้เลยทำให้ป๋อเหวินรู้สึกว่าอย่างน้อยภายในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ สามารถทำให้เพื่อนใหม่ของเขาได้มีความสุขมากขึ้น เขาก็คงมีความสุขมากเช่นเดียวกัน

 

นี่เสียงเรียกจากคนที่มีใบหน้าน่ารักทำให้เด็กชายวัย 16 ปีละหน้าจอจากโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาสบตาคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ

 

ว่าไงครับ

 

ทำไมนายถึงมาที่นี่ทุกวันกันนะจินกอดอกพร้อมหลับตานึกเหตุผลด้วยตนเอง

 

อืม...เพราะเหงาล่ะมั้ง

 

ทำไมล่ะ? ครอบครัวนายก็มาด้วยนี่

 

บางเรื่องก็ไม่ได้อยากจะพูดคุยกับพ่อแม่นี่นา

 

วัยต่อต้านสินะ

 

หมายความว่ายังไงครับ

 

ไม่บอก

 

อ้าว

 

พอได้เห็นปฎิกิริยาที่น่าพึงพอใจของเด็กตัวสูงข้าง ๆ จินก็หัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย

 

หลี่ป๋อเหวิน

 

ครับ?”

 

ชื่อนายนี่ออกเสียงยากจังแฮะ

 

ถ้าให้ออกเสียงแบบสำเนียงจีนเลยก็ยากอยู่ครับ

 

ยูตะ

 

ครับ?”

 

ขอเรียกว่ายูตะคุงได้ไหม

 

ประโยคคำถามจากจินที่ดูแล้วไม่ได้มีอะไรนอกจากการขออนุญาต แต่นั่นกลับทำให้ป๋อเหวินหน้าขึ้นสีอย่างเสียไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาได้เห็นใบหน้าที่น่ารักของจินที่มองมาทางเขา พร้อมกับพูดประโยคเหล่านั้นด้วยเสียงหวานคล้ายจะเป็นการขอร้องอ้อนวอน แค่เท่านั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กอายุ 16 อย่างเขารู้ว่าการเสียอาการมันเป็นยังไง

 

“...ครับ

 

ป๋อเหวินไม่ได้ตอบรับอะไรไปมากกว่านั้น ไม่ใช่เพราะไม่พอใจที่คนตัวเล็กตั้งชื่อใหม่ที่เรียกง่ายกว่าชื่อจริง ๆ ของเขา แต่เป็นเพราะความเขินที่มีมากเกินกว่าจะกล้าพูดอะไรออกไปมากกว่าคำว่าครับต่างหาก

 

ยูตะคุง~ ชื่อนี้เข้ากับนายจังเลยอะ

 

เอ๋...ทำไมหน้าแดงจัง ยูตะคุงไม่สบายหรือเปล่าจินพูดพลางยื่นมือทำท่าจะวัดไข้จากหน้าผากของเขา

 

มะ ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย

 

“...แค่ร้อนเฉย ๆ น่ะ คนตัวสูงกระอ้อมกระแอ้มตอบร่างบางที่อยู่ตรงหน้า

 

แต่วันนี้ไม่มีแดดㅡ

 

หิวน้ำจังเลย เดี๋ยวผมไปซื้อน้ำด้านนอกศาลเจ้าก่อนนะ เธอจะเอาอะไรหรือเปล่า?”

 

คนตัวสูงพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ทำให้เขากำลังหน้าแดงเป็นลูกสตรอว์เบอร์รีแบบนี้ ถึงแม้จะดูเป็นไปได้ยากที่จะเอาตัวรอดได้ แต่ก็ยังถือว่าตัวเขาโชคดีอยู่ไม่น้อยที่อีกฝ่ายไม่ได้เซ้าซี้ถึงอาการหน้าแดงอย่างไม่มีสาเหตุของเขาขึ้นมาอีกหลังจากที่เขาจงใจเปลี่ยนเรื่อง


แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาดันทำให้ป๋อเหวินรู้สึกเสียอาการหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

 

ไม่เอาอะ...แค่นายรีบกลับมาก็พอ

 

“...โอเค

 

เป็นลมไปเลยน่าจะง่ายกว่าเนอะ ยูตะคุง

 

 

 

日々の中で 小さな幸せ

ในแต่ละวัน เราต่างพบเจอความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

見つけ重ね ゆっくり歩いた『軌跡』

บนเส้นทางที่เราก้าวเดินไปด้วยกันอย่างช้า ๆ
僕らの出会いは大きな世界で

การพบเจอกันของเรา อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ บนโลกที่กว้างใหญ่
小さな出来事 巡り合えた それって『奇跡』

แต่ความจริงที่ว่าเราได้พบกัน มันคือ ปาฏิหาริย์

 

 

 

ยูตะคุงจะกลับจีนวันไหนเหรอ?” เสียงหวานใสที่คุ้นหูป๋อเหวินมาตลอดเดือน เอ่ยถามเด็กชายที่กำลังสเก็ตภาพเสาโทริอิที่ตั้งตระหง่านอยู่ทางเข้าด้านหน้าของศาลเจ้าคิริชิมะอย่างใจเย็น

 

อืม...อาจจะเดือนหน้ามั้งครับคนตัวสูงเงยหน้าตอบคำถามก่อนจะบิดขี้เกียจไล่ความปวดเมื่อยหลังจากนั่งท่าเดิมเป็นระยะเวลานาน

 

ไวจังเลย

 

ทำไมเหรอครับ

 

ก็รู้จักกันมาเกือบเดือนแล้วนี่นา

 

“?”

 

“…คงจะใจหายน่าดู ถ้าวันหนึ่งเราจะไม่ได้เจอนายอีกแล้ว

 

ผมก็เหมือนกัน

 

ป๋อเหวินถือวิสาสะจับมือเล็ก ๆ นั้นมากุมไว้ เพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกจากใจจริงและจับแน่นขึ้นเพื่อย้ำให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าสิ่งที่เขาได้พูดนั้นเป็นความจริงที่ออกมาจากใจของเขา

 

“…ยูตะคุงเนี่ย ยังเด็กอยู่แท้ ๆ แต่ทำตัวเท่จังเลยน้า

 

คนตัวเล็กยกมือข้างที่ไม่ได้ถูกกุมมือขึ้นพร้อมลูบหัวของคนที่เด็กกว่าเบา ๆ เพียงไม่กี่ครั้ง แต่แค่นั้นก็พอที่จะทำให้คนที่ถูกเรียกว่ายูตะคุงก้มหน้างุด ไม่ยอมเงยหน้ามาสบตาเจ้าของประโยคที่เอ่ยชมกันซึ่ง ๆ หน้า

 

การกระทำที่แสนใจดีของจินนั้นป๋อเหวินเข้าใจไปเองว่า คงเป็นการกระทำที่คนที่อายุมากกว่าให้ความเอ็นดูกับคนที่อายุน้อยกว่า โดยไม่ได้มีความรู้สึกอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้นปะปนมาด้วย

 

ซึ่งอันที่จริงแล้วป๋อเหวินก็ไม่ได้ฉลาดขนาดที่จะเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของอีกฝ่ายว่าเพราะอะไรถึงทำแบบนั้นกับเขา แต่การที่อีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธการที่เขาจับมือ นั่นก็พอทำให้เขาได้รู้ว่าอย่างน้อยคนตัวเล็กก็ไม่ได้รังเกียจเขา เท่านั้นก็พอแล้ว

 

แต่ถ้าหากป๋อเหวินต้องการที่จะโลภไปมากกว่านั้นล่ะ

 

คืนนี้มีเทศกาลดอกไม้ไฟ…”

 

“?”

 

ถ้าเธอไม่รังเกียจ ไปดูด้วยกันไหมครับ?” ป๋อเหวินรวบรวมความกล้าทั้งชีวิตในการเอ่ยปากชวนอีกคนไปดูเทศกาลดอกไม้ไฟด้วยกัน แม้จะเตรียมใจพร้อมรับทุกคำตอบที่ออกมาจากอีกฝ่ายแต่ความกลัวที่จะถูกปฏิเสธมันก็ทำให้ป๋อเหวินรู้สึกแย่เกินกว่าที่จะควบคุมสีหน้าตัวเองไว้ได้

 

ไม่ได้หรอก

 

แล้วก็เป็นดั่งที่เขาคาดไว้ คนตัวเล็กปฏิเสธคำชวนของเขาจริง ๆ

 

“…”

 

ถ้าเราไปใครจะดูแลศาลเจ้าล่ะ

 

“…นั่นสินะถึงแม้เหตุผลของอีกคนจะเป็นเหตุผลที่สำคัญแต่นั่นก็ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้เลย คนที่เห็นแก่ตัวอย่างเขานี่มันแย่จริง ๆ

 

แต่ถ้ามาดูที่ศาลเจ้าก็อาจจะได้อยู่หรอก…”

 

คำพูดของจินนั้นเปรียบเสมือนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงต้นไม้ที่เหี่ยวเฉาให้กลับมาเติบโตขึ้นได้อีกครั้ง

 

จริง ๆ นะครับ พูดจริงใช่ไหม

 

 “อืม เราเคยโกหกนายด้วยหรือไง

 

ฮะ ๆ รู้สึกมีความสุขจังเลยครับ

 

แทนที่จะไปดูกับครอบครัว ทำไมถึงมาชวนเราเนี่ย

 

ก็แค่อยากเห็นความสวยงามของทั้งสองสิ่งตอนอยู่ด้วยกันน่ะ

 

พูดภาษาจีนเหรอ? ขี้โกงนี่นา เราฟังไม่ออกนะ!”

 

จริง ๆ ก็แค่อยากไปดูกับเธอแค่นั้นแหละ

 

“…เอ๋จินเอียงหน้าทำท่าครุ่นคิดกับสิ่งที่เขาพูด ซึ่งในสายตาเขามองว่ามันน่ารักมาก ๆ

 

งั้นเจอกันคืนนี้นะ

 

ได้สิ

 

ในชีวิตนี้ป๋อเหวินไม่เคยรู้สึกเครียดกับการเลือกชุดไปเดท--- ไม่สิ ไปดูเทศกาลดอกไม้ไฟมาก่อน อันที่จริงแค่เลือกชุดธรรมดา ๆ อย่างเสื้อยืด กางเกงสบาย ๆ สักตัวก็น่าจะดูโอเคแล้ว แต่นั่นก็เป็นความคิดก่อนที่เขาจะได้มาเจอกับจิน

 

จู่ ๆ ตัวเขาก็เกิดความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ดูดีที่สุดในสายตาของอีกฝ่าย ซึ่งอาการพวกนี้มันไม่เคยเกิดกับเขามาก่อน จินคือคนแรกที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับเป็นการสูญเสียตัวตนที่ส่งผลดีกับเขามากเหลือเกิน ยกเว้นอยู่เรื่องเดียวที่ไม่ดีขึ้นเลยคืออาการของคนตกหลุมรักที่มีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

 

แม่! ชุดอะไรเหมาะกับการไปดูเทศกาลดอกไม้ไฟนะ?”

 

ยูตากะหรือเปล่า

 

หมายถึงยูกาตะใช่ไหมครับ

 

เอ้อ ๆ นั่นแหละ

 

มีที่เช่าไหมครับแถวนี้

 

ทำไมไม่ลองไปถามน้าของลูกล่ะว่ามีให้ยืมหรือเปล่า

 

นั่นสินะ ขอบคุณครับแม่ เดี๋ยวผมมา

 

คนตัวสูงกึ่งเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปที่ชั้นสองของบ้านพักเพื่อที่จะไปถามไถ่เรื่องชุดยูกาตะจากญาติของตัวเอง

 

คุณน้าครับ ขออนุญาตครับ

 

เข้ามาได้เลยจ้ะ

 

ว่าไงเจ้าตัวเล็ก กินนมหรือยังครับเขาพูดก่อนจะทำท่าหยอกล้อเจ้าตัวเล็กลูกของน้าสาว

 

เพิ่งกินไปเมื่อตะกี้เลยอีกสักพักก็คงหลับแล้วล่ะ

 

ว่าแต่ป๋อเหวินมาหาน้ามีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ

 

จะมาถามคุณน้าน่ะครับ ว่ามีชุดยูกาตะผู้ชายบ้างไหม

 

มีสิ ของสามีน้าเองคิดว่าป๋อเหวินก็น่าจะใส่ได้อยู่แหละน้า~ ขอน้าหาแป๊บนึงนะจ๊ะ

 

ขอบคุณครับ

 

ชุดนี้เลยจ้ะ ว่าแต่จะใส่ไปดูงานเทศกาลดอกไม้ไฟคืนนี้เหรอ?” หญิงวัยกลางคนกล่าวขึ้นมาพลางหยิบชุดยูกาตะสีเข้มส่งมาให้เขา

 

ก็ครับ

 

แหม ๆ มาญี่ปุ่นได้เดือนเดียว ก็ได้ไปเดทกับสาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลซะแล้ว

 

คุณน้าก็พูดเกินไปครับเขาตอบกลับไปแบบขำ ๆ

 

เอาหน่า ๆ วัยรุ่นก็งี้แหละน้า~ ไปเดทครั้งนี้ก็ขอให้โชคดีนะจ๊ะป๋อเหวิน

 

ถึงจะงง ๆ แต่ก็ขอบคุณนะครับ

 

ป๋อเหวินที่เตรียมตัวทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่ 18:00 น. กำลังตื่นเต้นที่จะได้เจอกับคนตัวเล็กที่รอเขาอยู่ที่ศาลเจ้าอย่างใจจดใจจ่อ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มยามที่เฝ้านึกจินตนาการว่าอีกฝ่ายจะแต่งตัวยังไงมาเจอกันอยู่ตลอดระหว่างทางที่เดินไปยังศาลเจ้า จินอาจจะใส่ชุดธรรมดาที่ดูสะดวกสบายก็ได้ หรือว่าจะเป็นชุดยูกาตะเหมือนกับเขากันนะ แต่ไม่ว่าจะแบบไหนก็คงดูดีและน่ารักทั้งนั้น ให้ตายสิ เขานี่มันเหมือนคนคลั่งรักชะมัด

 

แต่เมื่อได้มาเห็นของจริง มันยิ่งทำให้ป๋อเหวินเสียอาการมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก เพราะคนตัวเล็กนั้นดันใส่ชุดยูกาตะจริง ๆ แต่เป็นยูกาตะสีอ่อนที่ทำให้เขารู้สึกถึงความแปลกตาไปจากชุดปกติที่อีกฝ่ายเคยสวมใส่ในทุก ๆ วัน และสิ่งนี้ทำให้ป๋อเหวินถึงกับพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า

 

น่ารัก

 

 

 

君がいるから 生きていけるから!

เพราะมีเธออยู่ตรงนี้ ผมถึงมีชีวิตอยู่ได้
だからいつも そばにいてよ 『愛しい君へ』

ดังนั้นแล้ว ช่วยอยู่เคียงข้างกันอย่างนี้ตลอดไปเลยนะ ที่รักของผม

最後の一秒まで

ตราบจนวินาทีสุดท้าย

 

 

 

ยามค่ำคืนของท้องฟ้าฤดูร้อนไร้เมฆบดบังทำให้มองเห็นดวงดาวมากมายที่ส่องสว่างภายใต้ท้องฟ้าสีเข้ม เหมาะแก่การพาครอบครัว คนสำคัญ หรือคนที่รักไปเที่ยวชมเทศกาลดอกไม้ไฟด้วยกัน เพื่อที่จะได้ใช้ช่วงเวลาที่ดีเหล่านี้ร่วมกันเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำที่สวยงามว่าครั้งหนึ่งได้เคยใช้เวลาที่มีค่าอยู่ด้วยกัน เหมือนที่เขาและจินกำลังทำอยู่ตอนนี้

 

ขอบคุณที่ตอบรับคำชวนของผมคนตัวสูงพูดขึ้นมาหลังจากที่เขาทั้งคู่ทิ้งบรรยากาศให้เงียบนานเกินไป

 

ขอบคุณที่ชวนเราเหมือนกัน

 

ดวงดาวนับล้านในคืนนี้ที่เขาได้บอกว่ามันช่างส่องสว่างมากมาย แต่มันกลับสู้รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มาจากคนที่อยู่ข้างกายของเขาไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

 

อ๊ะ ดูนั่นสิ

 

เสียงคนตัวเล็กพูดขึ้นในเวลา 19:00 น. พร้อมกับเสียงของพลุดอกไม้ไฟที่ทยอยจุดตาม ๆ กันมา แสงสีที่ส่องสว่างบนท้องฟ้าของดอกไม้ไฟในเทศกาลแทนที่แสงของดวงดาว แสงจากดอกไม้ไฟช่วยแต่งแต้มสีสันให้ท้องฟ้าในยามนี้มีความสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก

 

สวยจังเลยเนอะ

 

สวยจริง ๆ ด้วยอาจจะดูเป็นการตอบรับธรรมดาว่าตัวเขาเองก็เห็นด้วยที่พลุดอกไม้ไฟมันสวยอย่างที่อีกฝ่ายพูด แต่ความจริงแล้วป๋อเหวินพูดโดยที่สายตาของเขาจ้องมองไปที่ร่างบางที่อยู่ข้าง ๆ กันต่างหาก

 

ดอกไม้ไฟอยู่ทางนั้นต่างหากคนตัวเล็กพูดพลางหลบสายตาอันอ่อนโยนที่จับจ้องเข้ามา

 

ก็ทางนี้น่ามองกว่าเป็นไหน ๆ

 

...บากะ

 

รู้นะว่าแปลว่าอะไร

 

งะ งั้นก็ดูพลุไปสิ เลิกจ้องเราได้แล้ว!” จินดันใบหน้าของคนที่อยู่ข้าง ๆ ให้หันกลับไปทางที่มีวิวของพลุดอกไม้ไฟ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้เห็น แต่ป๋อเหวินก็มั่นใจว่าใบหน้าน่ารักของอีกฝ่ายมีรอยริ้วแดง ๆ ขึ้นอยู่ตรงพวงแก้มน่ารักอย่างชัดเจน

 

ครับ ไม่จ้องแล้ว ๆ

 

วลีที่ว่า ความรักมักเกิดขึ้นโดยไม่ทันให้ตั้งตัวมันดูยากที่จะเชื่อได้ ป๋อเหวินในวัยมัธยมต้นคิดอย่างนั้น

แต่วันนี้จินก็ได้ทำให้เขารู้ว่าที่จริงแล้ว ความรักมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะตั้งตัวมาดีแค่ไหนก็ตาม’ และใช่ ป๋อเหวินกำลังตกหลุมรักอีกฝ่ายอย่างโงหัวไม่ขึ้นเลยล่ะ

 

มาเร็วจิน วิวด้านนอกศาลเจ้าน่าจะเห็นชัดป๋อเหวินเดินนำอีกฝ่ายออกมาทางด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเพื่อที่จะพาไปดูดอกไม้ไฟให้ชัดกว่าเดิม แต่ใบหน้าเล็กนั้นกลับหมองลงอย่างชัดเจน

 

“…เราออกไปไกลกว่านี้ไม่ได้แล้ว

 

แค่เดินผ่านโทริอิเองนะ

 

...อาณาเขตของมนุษย์ เราเดินข้ามไปไม่ได้

 

แล้วจินไม่ใช่ㅡ

 

ยูตะคุง

 

ที่จริงแล้ว...


เราไม่ใช่มนุษย์หรอกนะ

 

“…อย่ามาล้อกันเล่นสิจิน

 

คนตัวเล็กถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะทำหน้าจริงจังขึ้นกว่าเดิม

 

นายเคยเห็นเราเดินออกจากอาณาเขตของศาลเจ้าหรือเปล่า?”

 

เมื่อได้ยินคำถาม ป๋อเหวินก็ได้แต่คิดทบทวนตัวเองไปมาว่าในระยะเวลา 1 เดือนที่เขาได้รู้จักกับอีกฝ่าย เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเดินออกนอกเขตซุ้มประตูโทริอิเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

ไม่...

 

ก็เพราะเราออกไปจากเขตที่กั้นนี้ไม่ได้ไงล่ะ จินชี้ไปที่เสาโทริอิสีแดงที่อยู่ตรงหน้าของตัวเอง

 

อันที่จริงแล้วไม่เคยมีใครเห็นเรามาก่อนด้วยซ้ำ ครั้งแรกที่ยูตะคุงทัก เราถึงตกใจว่าทำไมถึงมองเห็นเรา...

 

...แล้ว จินเป็นใครกันแน่?” คนตัวสูงพยายามอย่างมากที่จะควบคุมสติของตัวเองไม่ให้มีท่าทีที่ตกใจกับคำพูดของอีกฝ่าย แต่ภายในใจของเขากลับสั่นกลัวในคำตอบที่จะออกมาจากริมฝีปากเล็ก ๆ นั่น

 

เราคือเทพเจ้าที่ดูแลศาลเจ้าคิริชิมะ

 

“…”

 

ขอโทษที่ไม่เคยบอก


“...ยูตะคุงจะโกรธเราก็ได้นะ

 

ไม่โกรธหรอก

 

ผมแค่เจ็บใจที่สุดท้ายแล้วผมก็ทำได้แค่รักเธอต่อไปอยู่ฝ่ายเดียว

 

“…ยูตะคุง ชอบเรางั้นเหรอ จินยกมือขึ้นปิดปากเพราะเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

 

ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงให้เธอเชื่อ แต่ผมชอบเธอจริง ๆ

 

ป๋อเหวินจับมือคนที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมากุมไว้ทั้งสองมือ ก่อนจะมอบแหวนที่ทำด้วยดอกไม้เล็ก ๆ ที่เตรียมมาเพื่อตั้งใจจะมอบให้จินหลังจากที่ได้ดูดอกไม้ไฟด้วยกัน แม้ว่าสถานการณ์มันจะไม่ตรงกับที่คิดไว้แต่ป๋อเหวินก็ยังคงยืนยันที่จะมอบสิ่งนี้ให้กับอีกฝ่ายเพื่อบอกความรู้สึกในใจของเขา

 

อาจจะดูไม่สำรวมเท่าไหร่ที่ทำแบบนี้ในอาณาเขตของศาลเจ้า แต่ได้โปรดให้ผมได้มอบสิ่งนี้แทนความรู้สึกของผมที่มีต่อจินด้วยเถอะครับ

 

เราจะรับไว้

 

สิ้นสุดคำนั้นป๋อเหวินก็ยกมือเล็ก ๆ ของอีกฝ่ายขึ้น แล้วบรรจงสวมแหวนที่ทำจากดอกไม้ให้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของจิน

 

ผมรักคุณ

 

เราก็รักนายเหมือนกัน

 

ลาก่อนนะ หลี่ป๋อเหวิน

 

นั้นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ร่างบางจะทิ้งไว้เพียงน้ำหนักของริมฝีปากที่กดลงมาที่แก้มของเขาเบา ๆ แค่ชั่วพริบตาที่ได้รับรู้ถึงสัมผัสของจูบที่ข้างแก้มนั้น ก็เป็นเวลาเดียวกันที่ได้รับรู้ว่าร่างของจินได้อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตาเขาเหมือนฝันไป มีแค่เพียงสัมผัสอุ่น ๆ ที่ยังคงฝังลึกที่ข้างแก้มเท่านั้นที่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นจริง

 

 

 

何十年 何百年 何千年 時を超えよう

มาใช้เวลา 10 ปี 100 ปี 1,000 ปี อยู่ด้วยกันเถอะนะ

君を愛してる

ผมรักคุณ

 

 

 

ป๋อเหวินในวัย 34 ปี กำลังหลงทางอยู่ในญี่ปุ่น...ประเทศที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมาอีกครั้งหลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันเทศกาลดอกไม้ไฟขึ้นเมื่อ 18 ปีที่แล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ตัวเขาจมอยู่กับโรคกลัวความรักมาตลอด 18 ปี

 

ป๋อเหวินไม่เคยลืมจิน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน ตัวตนของจินก็ยังคงชัดเจนในใจของเขาเสมอมา

 

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจได้ว่า ชีวิตเขาต้องเดินหน้าไปต่อแม้จะกลับไปเริ่มใหม่ที่จุดเริ่มต้นแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้เริ่ม


เขาเลยเริ่มที่จะกลับมาที่ญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบ 18 ปี เพื่อที่จะกลับมาที่แห่งนี้ ที่ ๆ ทำให้เขาได้พบกับจินครั้งแรก...และเป็นที่สุดท้ายที่ได้พบจิน

 

ขอโทษนะครับ ศาลเจ้าคิริชิมะจากตรงนี้ต้องไปยังไงหรือครับ?” ป๋อเหวินพูดภาษาญี่ปุ่นก่อนจะเปิด GPS ในมือถือเพื่อถามทาง

 

เดินไปไม่ไกลมากครับ เดินตามผมมาก็ได้ ผมกำลังจะไปที่ศาลเจ้าพอดีเด็กหนุ่มที่โดนเขาถามทางพูดจาอย่างฉะฉานก่อนจะส่งยิ้มให้ และเป็นรอยยิ้มที่ป๋อเหวินคิดว่าดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก...

 

ขอบคุณครับป๋อเหวินกล่าวขอบคุณอีกฝ่ายพร้อมโค้งตัวให้

 

ยินดีครับ ยูตะคุง

 

...

 

ไม่ได้เจอกันตั้งนานเลยนะ

 

...จินเหรอ?”

 

ถ้าก่อนหน้านั้นก็ใช่อยู่หรอก แต่ตอนนี้ชื่อจี้หยางล่ะ~”

 

แล้วทำไมㅡ

 

เรานะอุตส่าห์ตามหาป๋อเหวินตลอดตั้งแต่เราได้มาเกิดใหม่ แต่ป๋อเหวินก็ไม่กลับมาที่นี่อีกเลย

 

นี่ รู้ไหมว่าสอบชิงทุนมาเรียนต่อญี่ปุ่นมันเหนื่อยแค่ไหน!”

 

ไม่ได้เจอกันนาน โตขึ้นเยอะเลยนㅡ

 

ป๋อเหวินไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบก็พุ่งเข้าไปกอดอีกฝ่ายแน่น เป็นอ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความคิดถึงและความโหยหามาตลอด 18 ปี

 

ครั้งนี้จะไม่ปล่อยให้หายไปแบบตอนนั้นอีกแล้วคนตัวสูงกว่ากระซิบเข้าที่ข้างใบหูของจินหรือคนที่ตอนนี้มีชื่อว่าจี้หยาง

 

อือ ไม่หายไปไหนแล้วล่ะ

 

แล้วก็เป็นฝ่ายจี้หยางเองที่กอดตอบคนตัวสูงแน่น ทั้งคู่กอดกันเสมือนจะทดแทนช่วงเวลาที่ไม่ได้พบเจอกันตลอด 18 ปี ให้ความรู้สึกอบอุ่นของอ้อมกอดซึมลึกลงไปในใจของทั้งคู่ จุดประกายให้ภาพวัยเยาว์ปรากฎชัดขึ้นมาอีกครั้ง

 

ตอนนี้ก็สามารถไปดูเทศกาลดอกไม้ไฟข้างนอกศาลเจ้าด้วยกันได้แล้วนะ

 

นั่นสินะ

 

ครั้งนี้จะไม่ยอมโดนเธอหอมแก้มอยู่ฝ่ายเดียวแล้ว

 

บากะ!”

 


END


#WYdip

 


Talk with bearheart :

สวัสดีค่ะทุกคน bearheart เองนะคะ ครั้งนี้ก็มาเจอกันอีกครั้งในโปรเจคฟิคของงานมีต #WENYANG2ndtime ค่ะ! รอบนี้ตัวเราเองได้รับเกียรติอย่างมากที่ได้เข้าร่วมโปรเจค Dip in RED ซึ่งเป็นโปรเจคที่รวมนักเขียนเรือเหวินหยาง 8 ท่านเลยทีเดียว ยิ่งใหญ่มาก ๆ

ครั้งนี้เรามาในแนวแฟนตาซีเล็กน้อยค่ะ บอกเลยว่าเป็นแนวที่ไม่เคยแต่งมาก่อน 5555555 เลยต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ออกมาตรงตามที่วางไว้ ทั้งพล็อตเรื่องและการรีเสิร์ชข้อมูล บอกเลยว่าตั้งใจอย่างมากตอนที่แต่งฟิคเรื่องนี้ค่ะ จึงอยากให้ทุกคนได้อ่านกันจริง ๆ ตัวเราเองหลังแต่งเสร็จก็ชอบพล็อตของเรื่องนี้มาก ๆ แล้วเราเองก็หวังว่าทุกคนจะชอบฟิคเรื่องนี้เหมือนกันนะคะ

ฉะนั้นหากทุกคนต้องการคอมเม้นต์ติชมหรือทิ้ง Feedback สามารถคอมเม้นต์มาให้เราได้นะคะ เราอ่านทุกคอมเม้นต์แน่นอน หรือจะหลังไมค์มาติชมก็ย่อมได้ค่ะ สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณทางบ้าน @WENYANGtime ด้วยนะคะ ที่ทำให้เราได้มีโอกาสแต่งฟิคบรรยายของเหวินหยางอีกครั้ง และได้ร่วมงานกับนักเขียนที่เก่งและมีฝีมือทั้ง 8 ท่าน

ขอให้ทุกคนมีความสุขยามที่ได้อ่านฟิคของเราค่ะ :ㅡ)



ความคิดเห็น